วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ตอน ๑๑ พสุธาวาสหวั่นไหว


โพธิขวาง 
ตอน๑๑ พสุธาวาสหวั่นไหว

ข่าวใหญ่เลื่องลือไปทั่วตำบลโพธิขวางและข้างเคียง  คือ ทางราชการสร้างทางหลวงแผ่นดินตัดผ่านมาหลังวัดโพธิขวาง เริ่มทำการสำรวจส่องกล้องทำแผนที่มาหลายเดือนแล้ว ขณะนี้เริ่มถางป่าถางต้นไม้กรุยทางเป็นแนวมา  แนวทางนั้นห่างหลังวัดไปประมาณ ๑๕ เส้น กินเนื้อที่วัดโพธิขวางไปตลอดแนว  ไม่กี่วันก็มีเครื่องจักรเครื่องยนต์กลไกมาขุดดินสร้างถนนกันอย่างคึกคัก การสร้างถนนส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกล แต่ก็ต้องจ้างผู้คนเป็นกรรมกรสร้างทางจำนวนมาก  บริษัทรับเหมาสร้างทางชาวต่างประเทศ ได้มารับเหมาสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ ได้จ้างกรรมกรชายวันละ ๒๐ บาท กรรมกรหญิงวันละ ๑๕ บาท  ชาวตำบลโพธิขวางได้ไปรับจ้างกันมาก ที่ยากจนก็ได้เงินค่าจ้างพอเงยหน้าอ้าปาก มีเงินทองใช้สอยกันคราวนี้  ที่มีที่ดินไร่นาราคาถูก แต่ก่อนซื้อขายกันไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ก็มีราคาสูงขึ้นถึงไร่ละ ๔,๐๐๐ บาท  ราคาที่ดินสูงทวีมากขึ้นทุกวัน เป็นไร่ละ ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท เพราะมีคนต่างเมืองต่างจังหวัดมากว้านซื้อกันเป็นร้อยไร่พันไร่
กำนันเชื้อและนายเงื่อนมีอาชีพใหม่เอี่ยมอีกอย่างหนึ่ง คือรับเป็นนายหน้าซื้อที่ดิน  ผู้คนแตกตื่นรับเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินกันมาก วันหนึ่งๆ จะมีคนแปลกหน้าแต่งตัวดีๆ มาหาซื้อที่ดินกันมาก พ่อค้าใหญ่ๆ ในจังหวัดและจากกรุงเทพฯ มาติดต่อซื้อที่ดินกันขวักไขว่ไปทั่ว  ราคาที่ดินจึงสูงขึ้นเรื่อย สูงขึ้นทุกวันทีเดียว เมื่อวานนี้ราคาไร่ละ ๕,๐๐๐ บาท วันนี้เป็นราคาไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท  บางคนมี ๑๐ ไร่ ขายไป ๖๐,๐๐๐ บาท วันนี้ พอทำสัญญารับมัดจำไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท พรุ่งนี้ก็ได้ข่าวว่า คนซื้อขายต่อไปแล้ว ๗๐,๐๐๐ บาท ไม่กี่วันต่อมาก็ได้ข่าวว่าขายต่ออีกทอดหนึ่งแล้ว ราคา ๘๐,๐๐๐ บาท  บางคนมีที่ป่าละเมาะอยู่ถึง ๑๐๐ ไร่ มีแต่ น.ส. ๓ ถือไว้ แต่ก่อนนี้ก็ราคาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ขณะนี้มีคนมาขอซื้อไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท ได้ราคาถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่พอไปโอนที่ดิน คนที่ซื้อไม่ใช่คนเดิม กลายเป็นว่าขายต่อไปอีกหลายทอด คนสุดท้ายขายไปถึง ๑ ล้านบาท ที่ดินของตัวแท้ๆ ได้รับเงินเพียง ๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่คนซื้อไปไม่ต้องลงทุนอะไรเลย วางมัดจำไว้หมื่นบาท ได้กำไรถึง ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ก็มี  
ชาวไร่ชาวนาที่เป็นหนี้สินอยู่ เอาที่ทางไปจำนองไว้ไม่มีปัญญาไปไถ่ถอนคืน ก็ขายที่ได้เงินไถ่คืนคราวนี้  บางทีนายทุนที่รับจำนำไว้ ก็ขอซื้อราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว  มีการซื้อขายที่ดินกันคึกคักที่สุด ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชั่วอายุคนตำบลโพธิขวางและข้างเคียง  แต่ที่ดินราคาสูงถึงไร่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท นั้นต้องอยู่ติดถนนผ่าน ที่ห่างไกลออกไปราคาต่ำลง  ชาวไร่ชาวนาขายที่ดินกันทั่วไป  ส่วนกำนันเชื้อก็ขายที่ดินไปหลายแปลง ราคาสูงลิ่วทั้งนั้นเพราะถนนผ่านที่ดิน แต่บางแปลงถนนตัดเนื้อที่เกือบหมด ที่ดิน ๑๐ ไร่ถนนตัดผ่านไปตามยาว เหลืออยู่ไม่ถึง ๒ ไร่ก็มี  นายเงื่อนเป็นนายหน้าค้าที่ดินคราวนี้ ได้เงินค่านายหน้าหลายหมื่นบาท ทั้งๆ ที่ไม่มีที่ดินขายกับเขาเลย ก็มีเงินซื้อที่ดินไว้เป็นกรรมสิทธิ์แปลงหนึ่ง อยู่ติดถนน ซื้อไว้ไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท รวม ๒๐ ไร่ ขณะนี้มีคนมาติดต่อขอซื้อ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่ขาย แปลว่าคราวนี้นายเงื่อนมีหลักทรัพย์อยู่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว
การสร้างทางหลวงแผ่นดินคราวนี้ สร้างอยู่ ๑๘ เดือนก็เสร็จ เป็นถนนขนาดใหญ่เทคอนกรีตกว้างถึง ๖ วา ยังกันที่ดินข้างถนนไว้อีกข้างละ ๑๕ วา ตัดตรงลิ่วมาจากทางกรุงเทพฯ แล่นผ่านหลังวัดโพธิขวางไปแลไกลสุดสายตา มีรถยนต์แล่นผ่านไปมาขวักไขว่ทั้งวัน  ถนนสายนี้ได้เปลี่ยนสภาพตำบลโพธิขวางให้เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ คนยากจนได้เงินค่ารับจ้างทำถนน พอมีกินมีใช้ไม่อดอยากฝืดเคืองเหมือนแต่ก่อน พอมีทุนรอนไปทำอาชีพอย่างอื่นต่อไป  คนที่มีที่ดินติดถนนก็ขายได้ราคาสูง เอาไปปลูกบ้านซ่อมเรือน ซื้อที่ดินแหล่งใหม่ต่อไป คนเป็นนายหน้าที่ดินก็มีเงินทองมาก  สถานที่ดินที่เคยเป็นไร่นาป่าละเมาะก็มีคนมาซื้อจับจองทำไร่ ปลูกร้านเรือนอยู่ริมถนน บางคนมีทุนมากก็มาจับจองทำไร่สวน เปลี่ยนสภาพจากที่ดินรกร้างให้เป็นไร่ขึ้น
วัดโพธิขวางก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ที่เคยเป็นป่าช้าอึมครึมอยู่หลังวัดนั้น ถนนตัดผ่านมาต้องรื้อป่าช้าออกไป ถางไม้ถางป่าออกแลโล่งเตียน ยังเหลือที่ดินบริเวณหลังวัดอีกมาก  วัดที่เคยหันหน้าลงแม่น้ำทางใต้ ก็จำเป็นจำต้องหันหน้ากลับไปทางเหนือ หันหน้าเข้าสู่ถนนสายใหญ่ทางหลวงแผ่นดิน  เพราะบัดนี้คนก็ผ่านไปมาทางถนนขึ้นรถยนต์ ไม่ใช่แม่น้ำกันอีกแล้ว ยกเว้นฝั่งตรงข้าม แต่ก็ข้ามมาขึ้นหน้าวัดมาขึ้นรถยนต์กันโดยมาก
กำนันเชื้อดูจะดีใจจนออกนอกหน้า เพราะขายที่ได้เงินมากนับแสน เป็นนายหน้าค้าที่ดินก็ได้มาก ที่ดินเหลืออยู่ก็มีราคาดี  กำนันเชื้อกลายเป็นคหบดีผู้มั่งคั่ง มีเงินฝากธนาคารมาก ลือกันว่าเป็นล้านๆ บาททีเดียว  แต่ที่กำนันเชื้อดีใจมากก็คือ เรื่องวัดโพธิขวางจะได้หันหน้าออกถนนทางทิศเหนือ  ที่ดินฝั่งตรงข้ามวัดริมถนนฝั่งเหนือเป็นของกำนันเชื้อ ยังไม่ได้ขาย มีอยู่ถึง ๘๐ ไร่ กำนันเชื้อจึงมีความประสงค์จะให้วัดปรับปรุงแผนผังวัด เพื่อหันหน้าวัดไปทางเหนือออกสู่ถนนใหญ่โดยเร็ว กำนันเชื้อพูดอย่างชื่นชมยินดีว่า
“หลวงพ่อพูดไว้ยังกับตาเห็น ว่าจะมีถนนรถยนต์ใหญ่แล่นผ่านหน้าวัด จะมีรถยนต์แล่นไปมาขวักไขว่  หลวงพ่อพูดล่วงหน้าไว้ตั้ง ๓-๔ ปี เหมือนปากท่านว่าทุกอย่าง”
คนทั้งหลายที่เคยได้ยินหลวงพ่อพูด ก็พากันชื่นชมโสมนัส นับถือว่าหลวงพ่อได้ฌานสมาบัติ ได้ตาทิพย์ มองเห็นล่วงหน้าได้ วาจาสิทธิ์ พูดอะไรไว้ก็เป็นอย่างนั้น
แต่คนที่ไม่เชื่อ ก็ว่าหลวงพ่อคงรู้ระแคะระคายอะไรมาก่อน คงจะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาพบปะพูดจาให้รู้ว่าจะสร้างถนนหลวงผ่านมาทางตำบลนี้
แต่คนที่เชื่อถือก็คัดค้านว่า การสร้างถนนต้องมีช่างสำรวจทำแผนที่ ถึงจะรู้ว่าสร้างทางหลวงแผ่นดิน ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะตัดผ่านตำบลนี้ ทีแรกเห็นมีข่าวว่าจะสร้างถนนไม่ผ่านตำบลนี้ด้วยซ้ำไป  อย่าว่าแต่จะรู้ว่าตัดถนนผ่านที่ดินหลังวัดเลย ทางหลวงแผ่นดินจะผ่านตำบลนี้หรือไม่ก็ไม่มีใครคาดถูก ก็เจ้าเมืองนายอำเภอยังไม่รู้ล่วงหน้ารายละเอียดอะไรเลย  หลวงพ่อไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานบ้านเมืองจะไปรู้จากทางราชการกรมทางหลวงแผ่นดินได้อย่างไร หลวงพ่อต้องรู้ได้ด้วยญาณพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดาสามัญเท่านั้น หลวงพ่อจะต้องได้ญาณสมาบัติ หลวงพ่อจะต้องเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันเป็นอย่างต่ำ  คนที่เชื่อถืออย่างนี้มีมาก
ชื่อเสียงของหลวงพ่อเพ็ง วัดโพธิขวาง จึงขจรขจายไปทั่ว  ตั้งแต่มีถนนรถยนต์ มีผู้คนมาหาหลวงพ่อไม่ได้ขาด ชื่อหลวงพ่อเพ็งมีคนรู้จักทั่วไปทั้งใกล้ไกล ต่างบ้านต่างเมือง  พ่อค้า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ มาหาท่านมาก ก็ได้แต่มาขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้บ้าง เป่ากระหม่อมให้บ้าง ไม่ได้อะไรเพราะท่านไม่ได้ทำเครื่องรางของขลังอะไร คนที่ต้องการของดีทางนี้ ซึ่งเรียกกันว่า “วัตถุมงคล” จึงค่อนข้างจะผิดหวัง
เคยมีคนเสนอให้ท่านสร้างพระเครื่อง หรือเหรียญรูปท่าน แต่ท่านเฉยเสีย
กำนันก็เคยพูดว่าวัดโพธิขวางมีถนนผ่านหน้าวัดแล้ว ต่อไปจะต้องสร้างโบสถ์ใหม่ไว้หน้าวัด ควรจะทำเหรียญที่ระลึกออกจำหน่ายหาเงินสร้างโบสถ์ต่อไป แต่ท่านก็นิ่งเฉยอยู่
พระมหาสว่าง เจ้าอาวาส เคยเสนอความคิดนี้แก่ท่านไม่ใช่หนเดียว หลายครั้งหลายหน แต่ท่านก็ยังอิดเอื้อนอยู่ไม่ยอมอนุญาต
วันหนึ่ง แม่ทัพกองทัพภาค ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจภูธร พร้อมด้วยคณะ ๑๐ กว่าคน ก็ได้มาหาหลวงพ่อถึงวัด  หลวงพ่อได้ต้อนรับคณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามปกติ ที่กุฏิโบราณหลังนั้น ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ไม่มีเสื่อปู คงนั่งกับพื้นกระดานเสมอกัน หลวงพ่อเพียงแต่เรียกเด็กให้ยกกาน้ำร้อนกับถ้วยชาไปตั้งไว้ให้ดื่มกันเท่านั้น  แต่ทุกคนก็มิได้รังเกียจ เพราะมีความเคารพหลวงพ่อเป็นเดิมพันอยู่ในใจทุกคน การต้อนรับอย่างไรจึงไม่สำคัญ สำคัญแต่ว่าเรื่องที่มุ่งหมายมาหาจะได้สมประสงค์หรือไม่
ท่านแม่ทัพได้แนะนำตัวเอง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็แนะนำตัวเอง  เมื่อได้แนะนำตัวให้หลวงพ่อรู้จักแล้ว ก็ได้แจ้งความประสงค์ให้หลวงพ่อทราบ
“ผมจะมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ” ท่านแม่ทัพเริ่มเรื่อง “เวลานี้ตำรวจทหารต้องไปประจำอยู่ตามชายแดน ต้องต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย บาดเจ็บล้มตายกันอยู่ทุกวัน ไม่มีอะไรจะยึดเหนี่ยวเป็นเครื่องป้องกันตัวและบำรุงขวัญ  ผมจึงคิดว่าจะขออนุญาตหลวงพ่อสร้างเหรียญรูปหลวงพ่อ ทำพิธีปลุกเสก แล้วจำหน่ายจ่ายแจกเก็บไว้เป็นทุนสวัสดิการแก่ทหารตำรวจ เวลาเจ็บป่วยล้มตายก็จะได้มีเงินค่ารักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือครอบครัว ค่าเล่าเรียนบุตรต่อไป  ผมหวังว่าหลวงพ่อคงจะเมตตาอนุญาตให้ทำ”
หลวงพ่อเพ็งวัดโพธิขวาง หรือพระครูญาณวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ วัดโพธิขวางนั่งตรึกตรองอยู่สักครู่หนึ่ง ก็พูดขึ้นว่า
“พระอาจารย์วัดต่างๆ ก็มีชื่อเสียงโด่งดังถมไป ทำไมไม่ไปขอท่านทำล่ะจ๊ะ?”
“ทำกันจนเปรอะแล้วหลวงพ่อ ทำกันอยู่แทบทุกวัด สู้หลวงพ่อไม่ได้หรอก ใครๆ ก็เคารพนับถือ  ถ้าทำเหรียญหลวงพ่อจะต้องดังยิ่งกว่าทุกวัด ไม่มีวัดไหนสู้ได้” แม่ทัพภาคว่าดังนี้
“จะทำขึ้นสักเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ?”
ท่านแม่ทัพภาคดีใจ หน้าชื่น คิดว่าหลวงพ่ออนุญาตให้ทำแน่
“ผมกะว่าจะทำสักแสนเหรียญ”
“จำหน่ายเหรียญละเท่าไหร่จ๊ะ?”
“ผมกะว่าเหรียญละ ๑๐๐ บาท”
“เอาฉันไปขายตั้ง ๑๐ ล้านเชียวหรือจ๊ะ?” หลวงพ่อพูดยิ้มๆ เล่นเอาแม่ทัพภาคนิ่งอึ้งไปเดี๋ยวหนึ่ง
“ผมก็ต้องลงทุนมาก แล้วก็อยากจะตั้งกองทุนสวัสดิการไว้มากๆ” แม่ทัพภาคพูดไม่เต็มปาก
“ขอโอกาสให้ฉันปรึกษาคณะสงฆ์และกรรมการวัดดูก่อนนะจ๊ะ” หลวงพ่อพูดเรียบๆ แต่มีความหมายว่ายังไม่อนุญาตดีๆ นี่เอง
แม่ทัพภาคและคณะดูเหตุการณ์ยังไม่สมประสงค์ จะพูดเซ้าซี้ต่อไปก็ไม่กล้า จึงได้ลากลับไปด้วยหวังในใจว่าจะมาหาหลวงพ่ออีกสักสองสามครั้งก็คงจะสมปรารถนาเข้าสักวัน
วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อให้คนไปนิมนต์สมภารสว่างมา แล้วก็ขอประชุมพระสงฆ์สามเณรในวัดทุกองค์
เมื่อพระสงฆ์ ๒๔ รูป เณร ๖ รูป มาพร้อมกันแล้ว หลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่า แม่ทัพภาคมาขอพิมพ์เหรียญรูปของท่าน ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ จำหน่ายเอาเงินไปบำรุงกองทัพ
พระมหาสว่าง คัดค้านเต็มที่
“วัดของเรากำลังจะทำการพัฒนา จะต้องสร้างโบสถ์ใหม่ ต้องสร้างศาลาการเปรียญใหม่ ต้องปรับปรุงกุฏิเสนาสนะ หันหน้าออกไปสู่ถนน ต้องใช้เงินจำนวนมาก  ถ้าหลวงพ่อจะอนุญาตให้ทำเหรียญก็ควรจะมอบให้วัดเราทำ จำหน่ายเอาเงินบูรณะปฏิสังขรณ์วัดของเรา”
พระเณรเห็นด้วยกับความเห็นของสมภารหนุ่ม พากันออกความเห็นสนับสนุนเต็มที่
“จะไม่เห็นแก่ชาติบ้างหรือ?” หลวงพ่อถามขึ้น “ถ้าชาติมีภัยอันตราย แล้วศาสนาจะอยู่ได้อย่างไรล่ะ”
พระเณรนิ่งเงียบ
“แต่กองทัพก็มีงบประมาณของทางราชการ ออกเงินให้อยู่แล้ว เป็นพันเป็นหมื่นล้าน  จะเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้างไม่ไหวหรอกครับ หลวงพ่อ” พระมหาสว่างอภิปรายอย่างมีเหตุผลน่าฟัง
“ชาติก็เป็นของเราทุกคนน่ะแหละ เรามีหน้าที่ต้องช่วยชาติคนละไม้ละมือ ช่วยกันหลายๆ ทาง” หลวงพ่อว่า
“หลวงพ่อจะอนุญาตให้เขาทำหรือครับ?” สมภารหนุ่มถามขึ้นตรงๆ
“ฉันไม่ได้คิดว่าจะให้เขาเอาไปหมดหรอก ให้เขาไปสักส่วนหนึ่ง เราเอาไว้สำหรับบำรุงวัดสักส่วนหนึ่ง  จะแบ่งส่วนกันมากน้อยอย่างไรก็คิดปรึกษากันดู”
“ให้เขาครึ่งต่อครึ่งน่ะ ผมว่าไม่ยุติธรรม”
พระมหาสว่างต่อรอง เมื่อเห็นว่าจะคัดค้านไม่ได้
“ผมคิดว่าจะอนุญาตให้ทำสัก ๕๐,๐๐๐ เหรียญ  คือเอาเคล็ดเท่าอายุพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี คูณด้วย ๑๐ เท่า” หลวงพ่อพูด
ที่ประชุมเห็นชอบด้วย
“ทุนรอนค่าใช้จ่าย ใครออก?” พระมหาสว่างเป็นห่วง
“เหรียญนี้เป็นของวัดเรา เราออกทุนทำเองหมด แล้วบริจาคช่วยกองทัพไป ๑๐,๐๐๐ เหรียญ” หลวงพ่อตอบ
“ควรจะให้เขาออกค่าทำเหรียญทั้งหมด” พระมหาสว่างให้ความเห็น “ไม่ควรให้เขาเปล่าๆ”
“ถ้าให้เขาออกเงินสร้างเอง ก็เท่ากับเราไม่ได้บริจาคทรัพย์ช่วยชาติ เราก็ไม่ได้บุญกุศล  เราจะต้องทำเอง ออกทุนเอง แล้วบริจาคให้ไปช่วยชาติ เราจึงจะได้บุญกุศล ภาคภูมิใจว่าเราได้ช่วยชาติ  แล้วเขาก็ไม่มีสิทธิจะมาต่อรองว่าขอเท่านั้นเท่านี้ เราจะมอบให้ตามจำนวนที่เราพอใจทำบุญ”
“ทำไมเราจะต้องมอบให้ฟรีๆ เปล่าๆ ถึงตั้ง ๑๐,๐๐๐ เหรียญ  ถ้าทหารตำรวจอยากได้ก็ควรให้มาเช่าเอาจากวัด ถ้าเราจะทำบุญช่วยชาติเราก็มอบเงินให้เขาไปดีกว่า” พระภิกษุชมให้ความเห็น
“วัดไม่ควรจะบริจาคเงินทำบุญให้ใครทั้งสิ้น เพราะวัดไม่มีเงิน  เป็นเงินบริจาคทำบุญของญาติโยมเขาทั้งนั้น เขาบริจาคให้วัด วัดไม่มีสิทธิเอาไปทำอะไรที่ผิดความประสงค์ของผู้บริจาค  เงินที่วัดได้รับมาทุกบาท ยังไม่ใช่เงินของวัด ไม่ใช่เงินของสงฆ์ เป็นเงินของญาติโยมเขามอบให้วัดเก็บรักษาไว้ บูรณปฏิสังขรณ์ตามความประสงค์ของเขาเท่านั้น  วัดไม่มีสิทธิเอาเงินของเขาไปบริจาคให้ใคร” หลวงพ่ออธิบายย้ำความข้อนี้อย่างหนักแน่น
“เหรียญรูปของผม ผมทำของผมเอง ไม่ต้องให้ใครมาช่วยทำ  ถ้าไม่ดีคนเขาจะได้ลงโทษผมคนเดียว ไม่ต้องไปลงโทษพระอาจารย์อื่นๆ”
ที่ประชุมนิ่งเงียบ
“แล้วหลวงพ่อจะจำหน่ายเหรียญละเท่าไร?”
“เหรียญของผม ไม่มีราคา หาค่ามิได้” หลวงพ่อตอบ “ไม่ต้องตั้งราคาเหมือนสินค้า  ใครเขาทำบุญ ๕ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท มอบให้เขาไปเหรียญหนึ่ง  ใครเขาทำบุญมาก ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท เขาขอหลายๆ เหรียญก็ให้เขาไปตามสมควร”
“ก็ได้เงินน้อย ไม่พอใช้จ่าย” พระมหาสว่างพูด
“เงินบูรณปฏิสังขรณ์ ไม่ใช่จะได้จากการจำหน่ายเหรียญดอก  บางคนเขาอาจจะทำบุญตั้งหมื่นตั้งแสนบาท ก็คงมี” หลวงพ่อว่า “แต่ว่าผมตั้งใจจะสร้างพระเครื่ององค์เล็กๆ สักจำนวนหนึ่ง ถือเอาเคล็ด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สำหรับมอบเป็นที่ระลึกแก่คนทำบุญอีกส่วนหนึ่ง”
“ทำพิธีพุทธาภิเษกไหมครับ?”
“ต้องทำพิธี เชิญเทพยดาเขามาร่วมด้วย ให้เทวดาเขาได้รับรู้อนุโมทนา”
 “ไม่มอบให้แม่ทัพหรือครับ?”
“พระเครื่องจำนวนนี้เป็นของวัดของสงฆ์ ผมไม่มีสิทธิจะเอาไปมอบให้ใคร ใครเขาอยากได้ก็มาขอแลกเปลี่ยนเอาไป”
“ราคาล่ะครับ?”
“สุดแล้วแต่จะกำหนดกัน แต่อย่าให้เกิน ๑๐๐ บาท คนจนๆ จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ”
“รูปอย่างไรดีครับ?” พระมหาสว่างถามอีก
“รูปเหมือนพระสมเด็จที่เปิดกรุวัดเรา คนเขารู้จักอยู่แล้ว  แต่ต้องทำเครื่องหมายให้แตกต่างกัน คนเขาจะได้รู้  ไม่ว่าหลอกลวงเขา”
“เรียกพระสมเด็จวัดโพธิขวาง”
“เรียกว่าพระสมเด็จไม่ได้หรอก วัดเราไม่มีพระชั้นสมเด็จเหมือนวัดระฆัง”
“คนเขานิยมเรียกพระแบบนี้ว่า พระสมเด็จ”
“งั้นเรียก “สมเด็จภควันต์” ก็แล้วกัน เพราะเป็นพระปฏิมากรแทนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า” หลวงพ่อว่า “แต่ให้ทำเครื่องหมายใบโพธิไว้ด้านหลัง”
หลังจากการประชุมวันนั้น การดำเนินการสร้างเหรียญรูปหลวงพ่อเพ็ง ๕๐,๐๐๐ เหรียญ พระสมเด็จภควันต์ ๘๔,๐๐๐ องค์ ก็ได้ทำเสร็จโดยเร็ว ทันความต้องการของหลวงพ่อ  หลวงพ่อก็ได้รับเหรียญไปทำพิธีปลุกเสกของท่านเงียบในกุฏิองค์เดียว เสร็จแล้วท่านก็ให้นำเหรียญทั้งหมดไปวางใส่พานไว้ในอุโบสถ นิมนต์พระทั้งหมดในวัดไปสวดมนต์ ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน วันเสาร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ อีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี  ท่านพูดว่า
“ให้โอกาสเทวดาเขาอนุโมทนาบุญกุศล และอุทิศถวายแด่พระบรมศาสดา”
ท่านสั่งว่าให้พิมพ์คาถาภาวนาเมื่อนำเหรียญนี้ไปใช้ว่า “นะโม พุทธายะ พุทธะสะโร” มอบให้แก่ผู้เช่าเหรียญนี้ไปทุกคน
ท่านสั่งด้วยว่า อย่ามอบให้ใครไปก่อนที่ท่านจะมอบให้แม่ทัพภาคไปแล้ว
“อัญมณีจะมีค่า ก็ต้องมีแหวนทองรองรับ” ท่านว่าอย่างนี้แก่พระมหาสว่าง
เมื่อพระมหาสว่างไม่เข้าใจความหมาย ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า
“แม่ทัพภาคเปรียบเหมือนแหวนทองรองรับอัญมณี เขาเป็นคนในระดับสูงเอาไปให้ทหารใช้ ได้ผลดีอย่างไร จะเป็นเครื่องประกาศเกียรติคุณของเหรียญรุ่นนี้  ถ้ามอบให้ชาวบ้านไปก่อน ก็ดั่งเอาอัญมณีมีค่าไปใส่แหวนตะกั่ว ไม่มีเรือนทองรองรับอัญมณี”
พระมหาสว่าง หรือ “โอภาโสภิกขุ” สมภารหนุ่มจึงมาถึงบางอ้อ
รู้เหตุผลได้แจ่มแจ้งว่าเหตุใดหลวงพ่อจึงมอบเหรียญให้แม่ทัพภาคฟรีๆ ถึง ๑๐,๐๐๐ เหรียญ
ถ้ามอบให้ชาวบ้านธรรมดาไปเก็บไว้บนหิ้ง  เมื่อไรเล่าคนทั้งหลายจึงจะรู้จักคุณค่า เมื่อไรเล่าเหรียญนี้จึงจะโด่งดังมีผู้รู้จักสรรพคุณ ต้องมอบให้ทหารไปทดลองใช้ก่อน จึงจะได้ผล
ไม่ช้า ผู้คนก็แตกตื่นกันมาขอเช่าเหรียญที่วัด มากันทุกวัน วันละหลายสิบคน แจกจ่ายดีเป็นเทน้ำเทท่า ได้เงินบริจาคมาบำรุงวัดมากมาย เกินกว่าที่ใครเคยคาดหมาย  บางรายทำบุญ ๑๐,๐๐๐ บาท บางรายทำบุญ ๕๐,๐๐๐ บาท มีบางรายที่บริจาคเงินบำรุงวัดถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับเหรียญเป็นที่ระลึกไปเพียง ๑๐ เหรียญเท่านั้น  คนเหล่านี้อยากทำบุญกับหลวงพ่อ พอๆ กับที่อยากได้เหรียญรูปหลวงพ่อ
วัดโพธิขวาง เริ่มลงมือบูรณปฏิสังขรณ์ เริ่มหันหน้าวัดกลับไปสู่ทิศเหนือ เริ่มวางผังสร้างโบสถ์หน้าวัด  มีผู้คนไปมาหาสู่วัดทุกวัน มีรถราแล่นเข้ามาจอด คนใกล้ไกลต่างบ้านต่างเมืองพากันมาที่วัดโพธิขวาง  พสุธาวาสวัดโพธิขวางจึงเริ่มคึกคักหวั่นไหว เพราะผู้คนหลั่งไหลเลื่องลือ


( โปรดติดตามตอนต่อไป)




วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ตอน ๑๐ ผลัดเวลามัจจุราช


โพธิขวาง 

๑๐.ผลัดเวลามัจจุราช

วันนั้นเป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ นับเป็นวันสำคัญของวัดโพธิขวาง มีเหตุการณ์พิเศษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ หรือจะเรียกว่าไม่เคยมีมาก่อนเลยก็ว่าได้  ประชาชนชาวตำบลนั้นและตำบลอื่น อำเภออื่น จังหวัดอื่น ก็มาประชุมกันพร้อมพรั่ง มีจำนวนกว่า ๕๐๐ คน ล้วนแต่นุ่งขาวห่มขาวทั้งสิ้น  ทุกคนนัดหมายกันมาถือศีลอุโบสถที่วัดโพธิขวางเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน จะถือศีลกินเพลประพฤติพรหมจรรย์ นอนกลางดิน มีแต่เสื่อหรือผ้าปูนอน มีร่มหรือกลดขนาดใหญ่ปักกันน้ำค้าง บ้างก็ใช้ผ้าบังต้นไม้บังตามแต่จะหาได้  เมื่อพร้อมแล้วเวลาบ่ายโมง ก็นิมนต์หลวงพ่อเพ็งให้ศีลอุโบสถบนศาลาการเปรียญ มีกำนันเชื้อเป็นหัวหน้า นายแย้ม อุบาสก เป็นผู้อาราธนาศีล  ครั้นรับศีลเสร็จแล้ว กำนันเชื้อก็ได้เป็นผู้นำกล่าวคำปฏิญาณ คนอื่นว่าตามพร้อมกัน
“ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อพระรัตนตรัย และเทวดาทั้งหลายอันศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิเดช มีทิพยโสต ทิพยเนตร ทั้งใกล้ไกลว่า  ข้าพเจ้าขอถือศีลอุโบสถ ประพฤติพรหมจรรย์ตลอด ๗ วัน ๗ คืน เพื่อตั้งจิตอุทิศถวายแด่พระครูญาณวิสุทธิ์ ผู้ที่ทรงศีล ทรงธรรม ทรงคุณเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พร้อมใจกันมา อาราธนาหลวงพ่อพระครูญาณวิสุทธิ์ จงได้มีเมตตาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้บำเพ็ญอิทธิบาทภาวนา ยับยั้งอายุขัยที่จะปลงธรรมสังขารลงในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ นี้  ขอจงได้ผลัดเวลาแก่พญามัจจุราช เพื่อจะมีอายุขัยยืนยาวต่อไปอีกสัก ๑๐ ปี  ข้าพเจ้าทั้งหลายเชื่อมั่นด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ว่า ถ้าหากพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูญาณวิสุทธิ์ ปรารถนาจะมีอายุยืนยาวต่อไป ด้วยเมตตาคุณแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายแล้ว เทพยดาและพญามัจจุราชคงจะให้โอกาสเป็นแน่แท้  ด้วยสัจจวาจานี้ จงสำเร็จ จงสำเร็จสมมโนรถปรารถนาของข้าพเจ้าทั้งหลายเทอญ”
พระครูญาณวิสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่นาน บรรยากาศในขณะนั้นสงบนิ่ง ทุกคนรอฟังคำตอบของหลวงพ่อ  ทุกคนเชื่อมั่นว่า ถ้าหลวงพ่อมีความปรารถนาที่จะมีอายุขัยต่อไป ก็อาจจะทำได้  แต่ถ้าไม่อาราธนาไว้ หลวงพ่อก็อาจจะปลงสังขารดับขันธ์ลงในวันเพ็ญเดือน ๔ นี้ ตามที่ท่านกำหนดไว้แล้ว  เพราะขณะนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น
“ใครจะหนีพญามัจจุราชพ้นเล่า  ถึงจะอยู่บนยอดเขาหิมพานต์ ถึงจะอยู่ในถ้ำ ถึงจะดำน้ำดำดินหนี หรือมีปีกบินไปในอากาศได้  ใครจะหนีพญามัจจุราชพ้นเล่า?” หลวงพ่อพูดช้าๆ ฟังชัดเจนได้ยินกันทั่ว
“ขออาราธนาหลวงพ่ออยู่เป็นที่พึ่งแก่พวกเราต่อไปอีก ๑๐ ปีเท่านั้น” กำนันเชื้อพูดเหมือนต่อราคาซื้อของ แต่แทนที่จะต่อลงกลับต่อขึ้น
“ฉันแก่แล้ว ฉันหมดภาระหน้าที่แล้ว” หลวงพ่อยืนยัน
“ขออาราธนาให้อยู่สร้างโบสถ์ใหม่ให้เสร็จก่อน” กำนันยืนยัน คนอื่นนิ่งเงียบสงัดทั้งศาลาการเปรียญ
หลวงพ่อนิ่งอยู่สักครู่ แล้วก็กล่าวว่า
“ฉันขอพบเจรจากับพญามัจจุราชเขาดูก่อน”
ครั้นแล้วหลวงพ่อก็นั่งหลับตา เข้าสมาธิภาวนา ท่ามกลางคนทั้งหลายที่นั่งจ้องอยู่แทบไม่กระพริบตา
ครั้นแล้วหลวงพ่อก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ทุกคนตั้งตาตั้งใจฟังคำพูดของหลวงพ่อแทบจะลืมหายใจกันทั่วทุกคน
“พญามัจจุราช เขายอมให้ฉันอยู่ได้อีก ๓ ปี”
หลวงพ่อพูดอย่างนี้!
ทุกคนหายใจกันเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นสาธุทั่วหน้า
มองดูคล้ายกับหลวงพ่อพูดเล่น หรือเหมือนเล่นละครให้ดู  แต่เมื่อหลวงพ่อพูดเช่นนั้น ทุกคนก็ต้องเชื่อ  หลวงพ่อไม่เคยพูดเล่น วาจาหลวงพ่อเป็นสัตย์ เป็นจริง และมีวาจาสิทธิ์เสมอ
ทุกคนจึงได้กลับลงไปถือศีลอุโบสถ ประพฤติพรหมจรรย์กันอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน ด้วยความอิ่มเอิบใจ  ทุกคนเชื่อว่าหลวงพ่อสำเร็จญาณสมาบัติชั้นสูง สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน หรือชั้นสกิทาคามี เป็นอย่างต่ำ  หลวงพ่ออาจเข้าฌานแลเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ กำหนดรู้วันตายของท่านเองได้ อาจเข้าญาณภาวนาทางจิตพบพญามัจจุราช อันเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย เพื่อสอบถามกำหนดเวลาที่จะดับขันธ์ได้ด้วย  ทุกคนพูดและเชื่อกันอย่างนั้น จึงได้พร้อมใจกันมาถือศีลประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อจะรวมพลังกันขอร้องอาราธนาหลวงพ่อให้ยืดอายุขัยอยู่สร้างโบสถ์ใหม่ให้สำเร็จ
ดูๆ เหมือนเล่นละคร แต่หลวงพ่อก็เล่นละครบทนี้ด้วย  ยืนยันว่าพญามัจจุราช ยอมให้อยู่อีก ๓ ปี
จะเท็จจริงอย่างไรก็ต้องดูกันต่อไป
บางทีอำนาจจิตความเชื่อมั่นของคนหมู่มาก อาจจะมีพลังทำอะไรที่แปลกมหัศจรรย์เหนือมนุษย์วิสัยให้เกิดขึ้นได้
“อุตตริมนุสสธรรม” นั้นคือธรรมหรือสิ่งที่เหนือมนุษย์ธรรมดาสามัญจะกระทำได้ ก็มีตรัสไว้ในพระพุทธศาสนา
“พระอริยบุคคล” อาจจะมี “อุตตริมนุสสธรรม” คือธรรมที่เหนือมนุษย์ธรรมดาสามัญ  แต่ท่านห้ามมิให้อวด “อุตตริมนุสสธรรม” ที่ไม่มีอยู่ในตน ถึงมีอยู่ท่านก็ห้ามอวด แต่อาจจะแสดงได้เมื่อถึงคราวจำเป็นถึงแก่ชีวิต หรือเพื่อป้องกันรักษาพระรัตนตรัย
หลวงพ่อท่านไม่ได้โอ้อวดใคร
เมื่อมีคนตั้ง ๕๐๐ คน อาราธนาให้ท่านมีชีวิตอยู่ก่อน เพื่อพระพุทธศาสนา  ด้วยความเชื่อมั่นว่าท่านทำได้ ท่านก็ว่าต้องเจรจากับพญามัจจุราชดูก่อน
พญามัจจุราช จะมีตัวตนหรือไม่ เราไม่ทราบ  แต่พญามัจจุราช คือเครื่องหมายแห่งความตาย ย่อมจะต้องมีอยู่ เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม
หลวงพ่อหลับตาภาวนา เข้าญาณสมาธิในระดับสูง จิตย่อมแจ่มใสถึงขั้นใดขั้นหนึ่งที่เรียกว่าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน  ซึ่งในอภิธรรมก็ว่า มีวิตก-ตรึก วิจาร-ตรอง ปีติ-ยินดี สุข-เสวยสุข เอกัคคตา-เป็นเอกอย่างยิ่ง (เอก+อัค+คตา=ถึงความเป็นหนึ่งอย่างยิ่ง)  จิตนิ่งสนิท-สงบ-สว่าง-ว่าง เป็นหนึ่งแล้ว อาจจะเห็นเครื่องหมายหรือกำหนดเวลาแห่งวันตายเป็นตัวตนได้ ท่านจึงสามารถกำหนดรู้วันตายได้ และบอกให้คนทั้งหลายทราบล่วงหน้าได้ว่าท่านจะตายเมื่อไร  คิดอย่างนี้แล้ว ก็อาจจะเป็นของธรรมดา ไม่มหัศจรรย์อะไร ที่หลวงพ่อบอกว่า จะขอเจรจากับพญามัจจุราชก่อน  อันพญามัจจุราชคือเทพเจ้าแห่งความตาย จะมีรูปกายเป็นเทพหรือนิมิตหลายอย่างก็ไม่สำคัญอันใด  สำคัญตรงที่ท่านมองเห็น กำหนดรู้ได้ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ของท่าน ก็อาจพูดได้ว่า พบพญามัจจุราชแล้ว เจรจากันแล้ว  เพราะการเห็น การเจรจานั้น เป็นเรื่องของจิตทั้งสิ้น เรียกว่า ทิพยจักษุหรือกายทิพย์ มิใช่เอากายเนื้อ ปากเนื้อ ซึ่งมีลิ้นมีฟันนี้ไปเจรจาก็หาไม่
ผู้อ่านเรื่องนี้ที่ตั้งข้อสงสัย ก็ขอจงได้ใคร่ครวญดูตามคำอธิบายของผู้ถือศีลอุโบสถ ประพฤติพรหมจรรย์ เขาพูดอธิบายความหมายกันในทางที่จะคลี่คลายปัญหานี้
แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธาเชื่อมั่นว่ามีผีมีเทวดา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธองค์แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะคิดสงสัยแคลงใจเลย
พญามัจจุราช เทพเจ้าแห่งความตาย เป็นเทพองค์หนึ่งในบรรดาเทพทั้งหลาย แน่นอนมีกายทิพย์อันเห็นได้ในฌานสมาบัติแน่ เจรจากันได้ด้วยจิต คือกายทิพย์แน่
หลวงพ่อพระครูญาณวิสุทธิ์ ได้พบพญามัจจุราช ได้เจรจากันแน่ เขาเชื่อมั่นเช่นนั้น
มิฉะนั้นเขาก็จะไม่พากันมาอาราธนาหลวงพ่อให้ต่ออายุตัวเองในวันนี้
เขาเชื่อมั่นว่า หลวงพ่อเป็นพระอริยบุคคลแน่ ถึงแม้หลวงพ่อไม่เคยบอกใครเลยว่าเป็นพระอริยบุคคล
เพราะการเป็นพระอริยบุคคลนั้น รู้ได้ด้วยตนเอง และรู้กันได้ในระดับพระอริยบุคคลชั้นเดียวกัน เปรียบประดุจคนพูดภาษาเดียวกัน จึงจะรู้ภาษาพูดกันได้ เข้าใจกันได้
ผู้ที่สำเร็จฌานสมาบัติชั้นเดียวกัน จึงจะพูดกันเข้าใจและส่งกระแสฌานติดตามกันได้
คนไม่เคยเข้าฌานภาวนา จะไปเยาะเย้ยคนที่เขาเข้าฌานภาวนา หลับตาเห็นนรกเห็นสวรรค์ เห็นเทวดาได้อย่างไร
พระพุทธศาสนา มีพระธรรมไว้สำหรับให้ทุกคนพิสูจน์ทดลองด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อจะรู้ได้ด้วยตนเอง เป็น “ปัจจัตตัง” (ปัจ+อัต = รู้เห็นได้ด้วยตน)
ถ้าอยากรู้อยากเห็น ก็ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  ถ้ายังมิได้ปฏิบัติด้วยตนเองตราบใดก็ย่อมจะยังไม่รู้ไม่เห็น จะไปว่าผู้ที่เขาปฏิบัติว่าไม่จริงได้อย่างไร
เหมือนคนไม่เคยไปเมืองนอก ใครจะเล่าให้ฟังอย่างไรก็คงมองไม่เห็น ยกเว้นแต่จะไปดูด้วยตนเอง
คนที่ถือศีลอุโบสถ ประพฤติพรหมจรรย์ที่วัดโพธิขวางวันนั้นได้พูดจากันด้วยถ้อยคำเหล่านี้ เพื่อคลายความคลางแคลงสงสัยซึ่งกันและกัน เป็นการบำรุงกำลังศรัทธาความเลื่อมใสในพระธรรมวินัย และประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความอิ่มเอิบใจในการบุญกุศลกันต่อไป จนกระทั่งครบ ๗ วัน ๗ คืน  จะมีใครผู้ใดเลิกละ หลีกเลี่ยง เสียคราวนั้นก็หามีไม่ แม้แต่สักคนเดียว
ส่วนอาหารการกินนั้น ชาวบ้านใกล้ไกลนำอาหารมาหุงต้มเลี้ยงวันละ ๒ มื้อ มิได้ขาดตกบกพร่อง เพราะถือว่าการบริจาคทรัพย์ทำทานแก่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นมีผลานิสงส์สูง  ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาแบ่งลำดับการบริจาคทานที่มีผลานิสงส์สูงขึ้นตามลำดับดังนี้
๑.    ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน
๒.   ทำทานแก่บุคคลไม่มีศีล
๓.   ทำทานแก่บุคคลทรงศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐
๔.   ทำทานแก่ภิกษุ ทรงศีล ๒๒๗
๕.   ทำทานแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรสมาธิวิปัสสนา
๖.    ทำทานแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพระโสดาบัน
๗.  ทำทานแก่ภิกษุผู้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
๘.  ทำทานแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพระสกิทาคามี
๙.   ทำทานแก่ภิกษุผู้สำเร็จเป็นพระสกิทาคามีผล
๑๐.          ทำทานแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพระอนาคามี
๑๑.          ทำทานแก่ภิกษุผู้สำเร็จเป็นพระอนาคามีผล
๑๒.         ทำทานแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพระอรหันต์
๑๓.         ทำทานแก่ภิกษุผู้สำเร็จเป็นพระอรหัตผล
๑๔.         ทำทานแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพระพุทธเจ้า
๑๕.         ทำทานแก่ภิกษุผู้สำเร็จเป็นพระพระพุทธเจ้า
ทานที่บริจาค ย่อมมีผลานิสงส์สูงทวีขึ้นโดยลำดับ ประดุจหว่านพืชลงในดินดีเพียงใด ย่อมได้ผลดีทวีขึ้นเพียงนั้น  การหว่านพืชลงในดินดอนดินทรายแห้ง ย่อมเกิดผลน้อย เหมือนการทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน  แต่ก็ยังไม่ไร้ผลเสียเลยทีเดียว เพราะหว่านเมล็ดข้าวลงไป ๑๐ เมล็ด แม้จะออกรวงเพียง ๑ รวง ก็ได้เมล็ดข้าวหลายสิบเมล็ดฉะนั้น  แต่การหว่านเมล็ดข้าวลงในดินอันอุดม ย่องงอกทุกเมล็ด และได้ผลร้อยเท่าพันทวี คนทั้งหลายจึงนิยมทำบุญบริจาคทานแก่ภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล ๒๒๗ ถือว่าเป็นเนื้อนาบุญ อันควรหว่านพืชคือบุญทานลงไป เป็น “อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ” เป็นเนื้อนาบุญอันสูงสุดของโลกดังนี้
ในระหว่างนั้นพระมหาสว่าง เจ้าอาวาสหนุ่ม ได้เข้ามาหาหลวงพ่อเพ็ง ตั้งปัญหาถามว่า
“เทวดามีจริงหรือหลวงพ่อ” พระมหาสว่างเรียกหลวงพ่อเป็นคำแรก
“เทวดามีจริง” หลวงพ่อยืนยัน
“ที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เทวดานั้นจริงหรือ?”
“จริง”
“เทวดาปรากฏกายแก่พระพุทธเจ้าได้อย่างไร?”
“เทวดามีกายทิพย์ เห็นได้ด้วยจิต  เมื่อเข้าฌานสมาบัติ สนทนากับเทวดาได้ด้วยจิต  แต่สำหรับพระพุทธองค์ มีจิตอันสำเร็จแล้ว ไม่ต้องเข้าฌานอะไร เห็นได้เมื่อประสงค์จะเห็น แสดงธรรมได้เมื่อเทวดามาเฝ้า แต่เทวดาจะมาเฝ้าเพื่อขอฟังธรรมในเวลาดึกสงัดแล้ว”
“คนเดี๋ยวนี้ไม่เชื่อว่ามีเทวดา”
“เพราะคนเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ปฏิบัติทางจิต จึงไม่เห็นเทวดา  เมื่อไม่เห็นก็ไม่เชื่อว่ามี เมื่อไม่เชื่อเทวดา ก็ไม่เชื่อนรกสวรรค์  เมื่อไม่เชื่อนรกสวรรค์ ก็ไม่เชื่อพระนิพพาน ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อวิบากกรรม คือ ผลของกรรมที่จะเกิดแก่ผู้กระทำ  เพราะกรรมเห็นด้วยตาไม่ได้ แรงกรรมเป็นของที่เห็นไม่ได้ด้วยตาทันทีทันใจทันตา ผลกรรมบางทีต้องรอผลนาน คนทุกวันนี้ก็เลยไม่เชื่อกรรม  เมื่อไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อนรก ไม่เชื่อสวรรค์ ไม่เชื่อนิพพาน ก็เลยไม่เชื่อคำตรัสของพระพุทธองค์”
“พระสงฆ์สมัยนี้ไม่ค่อยเชื่อเรื่องเทวดา นรกสวรรค์ นิพพานก็ไม่ค่อยพูดถึงกัน” พระมหาสว่างว่า
“พระสงฆ์ที่เรียนแต่ปริยัติ ไม่ได้เรียนปฏิบัติทางจิตก็ไม่เห็นเทวดา จึงไม่เชื่อเทวดากัน  ถึงจะเรียนจบพระไตรปิฎก ทรงจำพระไตรปิฎกได้ตลอด ถ้าไม่ได้เรียนปฏิบัติทางจิตก็ไม่บรรลุธรรมอะไรเห็นอะไรไม่ได้  จะต้องเรียนปฏิบัติทางจิตอีกด้วย จึงจะรู้เห็นได้ด้วยจิต  ฆราวาสหรือพระสงฆ์ก็ตาม เรียกว่า “เสขบุคคล” ทั้งนั้น ถึงจะเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี ก็ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ เสขบุคคล แปลว่า บุคคลที่ยังต้องศึกษาอบรมฝึกฝนทางจิต  เสขะแปลว่า ศึกษา อบรมทางจิต  ถ้าลุพระอรหัตตผลแล้ว จึงเรียกว่า “อเสขบุคคล” แปลว่าบุคคลที่ไม่ต้องฝึกฝนอบรมทางจิตอีกแล้ว  แต่พระสงฆ์ที่ถือศีล ๒๒๗ ไม่ได้ฝึกฝนอบรมศึกษาทางจิต ก็เพียงแต่มีศีล เป็นพระดีมีวินัยเท่านั้น  ต้องฝึกฝนอบรมทางจิตทางปฏิบัติ เรียกว่า เรียนพระปฏิบัติต่อไป จึงจะเห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ แจ้งพระนิพพานบรรลุมรรคผลชั้นสูงได้  ถ้าไม่ได้เรียนปฏิบัติ ก็ไม่เชื่อเรื่องเทวดา เป็นธรรมดา เลยติว่าพระพุทธประวัติโกหก ที่ว่าพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมโปรดเทวดา”
“อย่างผมนี่เห็นจะเรียนปฏิบัติยาก อุปนิสัยไม่ให้”
“พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงแล้ว จะบรรลุมรรคผลได้ทุกคน  จะบรรลุช้าหรือเร็วก็สุดแต่วาสนาบารมีที่ได้สร้างสมอบรมมา คนมีบารมีมากก็อาจบรรลุได้ใน ๗ วัน คนมีบารมีน้อย ก็อาจบรรลุได้ภายใน ๗ เดือน คนมีบารมีน้อยที่สุดอาจบรรลุได้ภายใน ๗ ปี  ขอแต่ให้มีความเพียรพยายามปฏิบัติไม่ท้อถอย ไม่ละเว้น ไม่ปล่อยวางทอดทิ้งเสียเท่านั้น”
พระมหาสว่าง ฟังหลวงพ่ออธิบายแล้ว ก็กราบลาไปยังกุฏิ  นึกในใจว่า หลวงพ่อเพ็งนี้ ไม่ใช่พระนักธรรม นักบาลี แต่มีความรู้กว้างขวาง อธิบายธรรมได้แจ่มแจ้ง ไม่ติดขัดเลย  เราเรียนบาลี ๖ ประโยคก็พูดไม่ได้แจ่มแจ้งอย่างนี้  ชะรอยว่าการเรียนพระพุทธศาสนาสอบเป็นเปรียญนี้ จะไม่ใช่หนทางการเรียนพระพุทธศาสนาที่ถูกทางเสียแล้ว อย่างน้อยก็ไม่เหมาะกับพระภิกษุสงฆ์ ควรจะเป็นการศึกษาของชาวโลกมากกว่า  ยิ่งการเรียนเอาปริญญา พุทธศาสตร์บัณฑิต ศาสนศาสตร์บัณฑิต ก็ยิ่งเป็นการเรียนแบบชาวโลกเต็มตัว เป็นการเรียนเพื่อหันหน้าออกนอกวัดทั้งสิ้น  ที่ตะเกียกตะกายไปเรียนปริญญาโทจากอินเดีย จากอเมริกา ก็ดูยิ่งนอกทางพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น เรียนจบมาแล้วก็พากันลาสึกไปครองเรือนกันเสียมากต่อมาก จนทุกวันนี้พระพุทธศาสนาอ่อนกำลังลงทุกที เพราะพระภิกษุที่มีสติปัญญาดีพอที่จะเป็นกำลังของพระพุทธศาสนา พากันหนีวัดเสียหมด  แล้วพระพุทธศาสนาจะเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกได้อย่างไร
พระมหาสว่าง คิดดังนี้แล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ คิดถึงตัวเองว่า จะมีกำลังช่วยพระพุทธศาสนาได้อย่างไร คิดถึงเพื่อนสมภารเจ้าวัดด้วยกัน ก็คงจะดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลวนอันเดียวกันเสียโดยมาก
เขาว่า “รู้น้อยพลอยรำคาญ รู้มากยากนาน” เราเองจะตกอยู่ในคติไหนกันแน่  เดิมทีเราก็คิดว่าเรารู้อะไรมากในพระพุทธศาสนา แต่ทำอะไรก็ยาก เพราะรู้มากคิดมากเกินไป บัดนี้ดูเหมือนว่าเราจะกลายเป็นผู้รู้น้อยพลอยรำคาญใจไปเสียแล้ว
สมภารหนุ่มคิดอะไรก็ไม่ตก เอามือก่ายหน้าผาก คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปจนม่อยหลับไป ลืมสวดมนต์ไหว้พระเหมือนดังที่เคยปฏิบัติ


วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ตอน๙.. ผู้ก่อการร้ายในป่า


โพธิขวาง

๙.ผู้ก่อการร้ายในป่า

มีผู้มารายงานกำนันเชื้อว่า นายจวง สารวัตรกำนันถูกคนร้ายยิงตายอยู่ริมทาง ขณะที่เดินกลับจากไร่อ้อยที่เชิงเขา  กำนันจึงไปแจ้งความที่อำเภอ
นายอำเภอ พร้อมด้วยปลัดปรีชา ปลัดอำเภอโทฝ่ายปราบปราม  พ.ต.ต.จินดา สารวัตรใหญ่  จ.ส.ต.สมัย ส.ต.ท.สมพงศ์ กำนันเชื้อ นายแสวง อนามัยอำเภอ จึงได้เดินทางไปชันสูตรพลิกศพตามธรรมเนียม
เดินทางด้วยเรือหางยาว ไปขึ้นที่ท่าปากทางเข้าไปยังเชิงเขา หนทางนั้นเป็นทางเท้าต้องเดินทางด้วยเท้าไปอีกประมาณ ๔ กิโลกเมตรจึงจะถึงศพผู้ตาย  ก่อนจะถึงศพผู้ตายเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่และป่าละเมาะปกคลุมอยู่ พอจะเลี้ยวเข้าทางแยกซ้ายมือ เสียงปืนก็ดังขึ้นทางขวา ดังรัวเหมือนเสียงประทัด  พอรู้สึกว่าถูกผู้ร้ายซุ่มยิง ก็วิ่งหลบนอนหมอบกันเป็นพัลวัน  เมื่อสิ้นเสียงปืน ปรากฏว่ามีนายอำเภอกับอนามัยอำเภอสองคนเท่านั้นที่ปลอดภัย วิ่งหนีกลับมาได้  นอกนั้นไม่มีผู้ใดวิ่งหนีออกมา
นายอำเภอกับอนามัยอำเภอ ลงเรือหางยาวกลับไปอำเภอ ไปรายงานผู้กำกับและผู้ว่าราชการจังหวัด ระดมกำลังตำรวจมา ๒๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือ เข้าไปเคลียร์พื้นที่  จนกระทั่งถึงจุดที่ถูกยิง พบศพ พ.ต.ต.จินดา สารวัตรใหญ่ จ.ส.ต.สมัย ส.ต.ท.สมพงศ์ กับนายปรีชา ปลัดอำเภอโท นอนตายอยู่ใกล้ๆ กัน รวม ๔ ศพ ล้วนแต่ถูกกระสุนปืนคนละหลายแห่ง  ส่วนกำนันเชื้อนั้นทำเป็นนอนตายอยู่บริเวณนั้น แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างใดเลย
หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า กำนันเชื้อจะเป็นสายสนกลในพาตำรวจมาให้ผู้ก่อการร้ายยิง  แต่กำนันเชื้อสบถสาบาน มีลักษณะที่น่าเชื่อถือ ไม่มีพิรุธอย่างใด นายจวงผู้ตายก็เป็นสารวัตรกำนัน นอนตายอยู่ห่างประมาณ ๑ เส้นเศษ
มีคนขอดูของดีกำนันเชื้อ ปรากฏว่ามีพระสมเด็จแขวนคออยู่องค์หนึ่ง กับพระขุนแผนวัดบ้านกร่างอีกองค์หนึ่ง
ส่วนนายอำเภอกับนายแสวงอนามัยอำเภอ ก็มีพระสมเด็จกรุวัดโพธิขวางอยู่คนละองค์ เช่ามาองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท คราวเดียวกัน
ข่าวผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตี ฆ่าข้าราชการตาย ๔ คน แพร่สะพัดไปทั่ว เป็นข่าวใหญ่โตที่สุดในรอบปี
แต่ข่าวสมเด็จวัดโพธิขวาง ก็โด่งดังไปทั่วพร้อมๆ กัน  ผู้คนแตกตื่นหาเช่าพระสมเด็จวัดโพธิขวาง องค์ละหลายหมื่นบาท พ่อค้าบางคนให้ราคาถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ในวงราชการนั้น เริ่มรู้สึกกันว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เริ่มเข้ามาก่อการร้าย ลอบยิงเจ้าหน้าที่ในเขตอำเภอนี้แล้ว  ทางราชการเริ่มเคลื่อนไหวสอดส่อง และประชุมราษฎรตามตำบลต่างๆ ให้รู้ถึงภัยของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
แต่ในหมู่ราษฎรนั้นกลัวภัยจากโจรผู้ร้ายธรรมดามากกว่า เรื่องภัยจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไม่มีใครพูดถึง
“อาจจะเป็นผู้ร้ายธรรมดาลวงเอาไปฆ่า”
“มันอาจยิงอ้ายจวงให้ตายเอาไปเป็นเหยื่อล่อ”
“คนที่ตาย ๔ คน ล้วนแล้วแต่ตัวร้ายๆ ทั้งนั้น”
“ปลัดปรีชาก็นักรีดไถ”
“สารวัตรจินดา ก็ตัวร้าย ตายเสียได้แผ่นดินก็สูงขึ้น”
“จ่าสมัยก็คุมบ่อนหวยเถื่อนให้เจ้านาย”
“สิบตำรวจโทสมพงศ์ ก็หัวหน้าคุมซ่องกะหรี่”
“คนดีๆ ไม่เห็นถูกยิง”
“นายอำเภอก็คอรัปชั่น ทำไมไม่ตาย”
“มีพระสมเด็จองค์หนึ่ง”
“กำนันเชื้อก็รอด”
“มีสมเด็จ วัดโพธิขวาง”
“หมอแสวง อนามัยอำเภอก็ไม่เป็นไร”
“มีพระสมเด็จ”
ราษฎรทั่วไป พูดวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างนี้ทั่วไป
ในวงสนทนาของชาวบ้าน มุ่งไปที่พระสมเด็จวัดโพธิขวาง ยิ่งกว่าข่าวการตายของข้าราชการ
ในวงข้าราชการนั้น พูดกันถึงเรื่องผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก เรื่องพระสมเด็จเป็นอันดับรอง
ความคิดของข้าราชการกับราษฎรจึงไปคนละแนว มองเหตุการณ์ครั้งนี้คนละทัศนะไม่ตรงกัน
พระสงฆ์วัดโพธิขวาง ก็คิดต่างกัน
พระมหาสว่าง มองในแง่ผู้ก่อการร้าย ใครไปมาก็พูดทางนี้ ในใจสงสัยนายเงื่อนเต็มที่ รู้สึกตื่นเต้นมาก
แต่ทางหลวงพ่อเพ็งเฉยๆ อยู่ตามปกติ ท่านไม่พูดถึงเรื่องนี้กับใคร  ใครไปพูดกับท่าน ท่านก็นิ่ง
“มันเรื่องเวรกรรมของเขา” ท่านพูดประโยคนี้ประโยคเดียว  ใครจะไปซักถามอย่างไรท่านก็ไม่ออกความเห็น
นายอำเภอ ผู้กำกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปหาท่านหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว  ท่านก็พูดแต่ว่า “มันเป็นเวรกรรมของเขา”
เมื่อถามท่านว่า จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีกหรือไม่  ท่านก็ว่า “สุดแล้วแต่จะผูกเวรกรรมกันต่อไปหรือไม่”
ในที่สุดก็จนปัญญา ได้แต่ขอของดีจากท่าน ท่านก็ว่าไม่ได้ทำอะไรไว้
ศพของข้าราชการทั้ง ๔ นาย นำมาทำพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมที่วัดเจ้าคณะจังหวัดในตัวเมืองอย่างสมเกียรติที่ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่  มีแม่ทัพกองทัพภาค ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค อธิบดีกรมตำรวจ อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะพ่อค้า คณะข้าราชการ รับเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมกันอย่างคึกคักคับคั่ง แต่ละคืนมีคนมากมายเป็นประวัติการณ์  ผู้ตายได้ปูนบำเหน็จความชอบคนละ ๕ ขั้น พ.ต.ต.จินดา เป็นพันตำรวจเอก  นายปรีชา ปลัดอำเภอได้เป็นข้าราชการระดับ ๖ ข้าราชการชั้นเอก  จ.ส.ต.สมัย ได้เป็นร้อยตำรวจเอก  ส.ต.ท.สมพงศ์ ได้เป็นร้อยตำรวจตรี
ในเวลาต่อมาก็มีการพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ มีการ์ดแจกจ่ายเชิญผู้คนไปทั่ว ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ลูกเสือชาวบ้าน และญาติมิตร ประชาชนทั่วไป  มีผู้คนไปในงานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.อ.จินดา ร.ต.อ.สมัย ร.ต.ต.สมพงศ์ และนายปรีชา ข้าราชการพลเรือนชั้นเอกกันอย่างล้นหลาม  พิธีพระราชทานเพลิงศพมีแตรเดี่ยว เป่าเพลงนอน มีกองตำรวจตั้งแถวเกียรติยศ มีพระสงฆ์เจ้าคณะทั้งจังหวัดไปสวดหน้าศพ  พระมหาสว่าง เจ้าอาวาสวัดโพธิขวางก็ได้รับนิมนต์ไปด้วย มีหนังสือแจกเป็นที่ระลึกในงานหลายเล่มลงประวัติสรรเสริญเกียรติคุณของผู้ตายมากมาย  ผู้บัญชาการกองพล แม่ทัพภาค อธิบดี ปลัดกระทรวง ไปร่วมเป็นเกียรติอย่างคับคั่งเป็นประวัติการณ์  พิธีพระราชทานเพลิงศพที่มีเกียรติยศอย่างสูงสุดในจังหวัดนั้น ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นที่กล่าวขวัญเลื่องลือไปทั้งจังหวัด
กำนันเชื้อ หลังจากเสร็จธุระเรื่องการศพของบรรดาข้าราชการทั้ง ๔ นาย ก็ได้มาที่วัด  จัดการศพนายจวง สารวัตรกำนันของตน  แล้วก็ได้นุ่งขาวห่มขาวเข้าวัดสมาทานศีลอุโบสถ ถือศีลกินเพลอยู่ ๗ วัน  ระหว่างนั้นก็มาคุยกับหลวงพ่อเพ็งบ้าง ไปคุยกับพระมหาสว่างบ้าง เล่าเรื่องเหตุการณ์วันผู้ก่อการร้ายซุ่มยิงอย่างขนพองสยองขวัญ ว่ารอดตายมาได้นี่ก็เพราะพระคุ้มครองแท้ๆ เลยมาถือศีลอุทิศกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเสีย ๗ วัน เป็นการสะเดาะเคราะห์
ข้างฝ่ายนายเงื่อนนั้น ระยะนี้หายหน้าไปนาน  ได้ข่าวว่าทางราชการเพ่งเล็ง สอดส่องติดตามพฤติการณ์อยู่ จึงเก็บตัวเงียบอยู่กับบ้านไม่ไปไหน วัดโพธิขวางก็ไม่มา
หลังจากทางราชการจัดการพระราชทานเพลิงศพข้าราชการที่เสียชีวิตแล้ว เหตุการณ์เงียบสงบลง  นายเงื่อนจึงโผล่หน้ามาที่วัด เข้าไปกราบกรานหลวงพ่อเพ็ง  คราวนี้มาแต่ลำพังคนเดียว ไม่มีเพื่อนคู่หูติดตาม
หลวงพ่อเพ็งนั่งนิ่งก้มหน้าอยู่สักครู่หนึ่ง ก็กล่าวเปรยๆ ขึ้น
“ไม่น่าจะก่อกรรมก่อเวรกันเลย”
นายเงื่อน มองหน้าหลวงพ่อ  เหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นมีใครก็พูดขึ้นว่า
“เขาตั้งใจจะเก็บสารวัตรคนเดียว”
“อ้ายจวงน่ะ มันอะไรกับเขาด้วย?”
“เขาจะเอาเป็นเหยื่อล่อเสือให้ติดจั่น”
หลวงพ่อเพ็งนิ่ง
“คนอื่นเขาไม่ต้องการตัว  แต่เผอิญวันนั้นมีคนแต่งเครื่องแบบ ๔ คน อ้ายพวกนั้นมันจำไม่ได้ว่าคนไหนแน่ มันเลยส่องเรียบ  กำนันเชื้อมันรู้จัก นายอำเภอไม่แต่งเครื่องแบบ อนามัยอำเภอก็ไม่แต่งเครื่องแบบไป ก็เลยรอด ๓ คน”
หลวงพ่อเพ็งนิ่งเฉย
พอพูดจบประโยค สมภารสว่างก็เดินเข้ามาทางด้านหลัง ทักทายนายเงื่อนว่าหมู่นี้หายหน้าไปหลายวัน  นายเงื่อนก็ว่ามีธุระส่วนตัวไม่ค่อยว่าง
“หลังจากมาคุยกับท่านวันนั้นแล้ว ไม่กี่วันผมก็ถูกจับ ไม่ทราบว่าตำรวจเขามีพลายกระซิบไว้ยังไง” นายเงื่อนพูด
“นายเงื่อน คงไม่ได้พูดกับฉันหนเดียว คงเผลอพูดที่ไหนอีก เจ้าหน้าที่เขามีหูมีตามีสายลับอยู่ทั่วไป” พระมหาสว่าง พยายามพูดให้พ้นตัว
“ผมก็เลยถูกเพื่อนเราเผาเรือน”
“นี่ทางตำรวจเขาว่ายังไง?”
“ก็จะว่ายังไงครับ เขาจะเอาสีแดงมาย้อมผม มันก็ไม่แดง  อ้ายผมมันสีเหลือง”
“เขาว่าคุณเงื่อนมีพระสมเด็จ ฉันอยากได้สักองค์”
“ขอท่านกำนันเชื้อซีครับ”
พระมหาสว่างหัวเราะหน้าเจื่อนๆ แล้วก็เสพูดว่า
“มีคนมาให้แกตั้ง ๕๐,๐๐๐ บาท แกยังไม่ให้”
“ท่านมหาขอ แกอาจจะให้นะครับ”
“ระหว่างกำนันเชื้อ กับคุณเงื่อนนี่ ถ้าจะให้อะไรฉัน ฉันว่าคุณเงื่อนให้สิ่งที่มีค่าแก่ฉันได้มากกว่า”
“ท่านมหาพูดอย่างนี้ กำนันเชื้อได้ยินจะเสียใจแย่”
“จริงๆ นะคุณเงื่อน ฉันพูดจริงๆ”
“ได้ข่าวว่า ท่านมหาไปในงานพระราชทานเพลิงศพ ที่จังหวัด?”
“ใช่ พระสมภารเจ้าวัดได้รับนิมนต์ไปทุกหัววัด  งานมีเกียรติมาก คนมากมายเหลือเกิน  คุณเงื่อนไม่ได้ไปหรือ?”
“ผมมันราษฎรธรรมดาครับ ใครเค้าจะมาเชิญไปเป็นเกียรติ  เขาไม่จับฐานสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายก็บุญแล้ว”
“คุณเงื่อนจะเป็นผู้ก่อการร้ายได้ยังไง”
“ครับ ผมเป็นผู้ก่อการดี”
“ใช่ เป็นผู้ก่อการบุญการกุศลในวัดเราดีกว่า เรียกว่าผู้ก่อการดี”
“ครับ ท่านมหาจะก่อการดีอะไร บอกผมด้วยก็แล้วกันครับ”
“มีซี ฉันมีอยู่ในหัวสมองเยอะ มีแผนการไว้มาก วันหลังเรามาหารือกันใหม่”
“ต้องเชิญกำนันเชื้อมาหารือด้วย ถึงจะสำเร็จ”
“ใช่ กำนันเชื้อ คิดโครงการใหญ่ไว้แล้ว ไม่ช้าก็คงรู้กัน”
“แหม กำนันเชื้อกับท่านมหานี่ช่างมีลับลมคมในกันจริงๆ”
“ไม่ลับลมคมในอะไรหรอก แล้วก็รู้กันเอง”
เมื่อได้สนทนากันพอหอมปากหอมคอแล้ว ต่างคนก็ต่างเงียบ  สมภารก็ลุกจากไป นายเงื่อนก็ลากลับบ้าน
นายเงื่อน นึกรำพึงในใจว่า สมภารสว่างหมู่นี้ดูจะใจคอเยือกเย็นมีชั้นเชิงดีขึ้นมาก พยายามพูดรุกก็รู้จักหลบอย่างมีชั้นเชิงตลอดเวลา  แต่สีหน้าท่าทีและสายตา ก็พอจะดูกันออก คนเราก็พอจะรู้ทันกัน
“ตีนงูงูหากไซร้             เห็นกัน
นมไก่ไก่สำคัญ             ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน           เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้ ปราชญ์รู้เชิงกัน”

นายเงื่อนนึกถึงคำโคลงโลกนิติบทนี้อยู่ในใจ.